
... เมื่อราวครึ่งศตวรรษมาแล้ว จำได้ว่า วันหนึ่งได้ไปนั่งรอผู้ใหญ่ทำธุระอยู่ที่สถานที่แห่งหนึ่ง ไม่ทราบ
ชื่อของสถานที่นั้น และจำไม่ได้ว่าไปอย่างไรมาอย่างไร จำได้แต่เพียงภาพรางๆ ของสถานที่กว้างขวาง
แห่งหนึ่งมีต้นไม้ร่มรื่น มีอาคารเรียงต่อเนื่องกันเป็นแนวตรงบ้างขวางบ้าง ข้างล่างด้านหน้าของอาคาร
เหล่านั้นมีประตูบานเฟี้ยมเปิดปิด ส่วนข้างบนเป็นหน้าต่างอยู่ใต้กันสาดติดไม้ฉลุโดยรอบอย่างสวยงาม
ขณะที่อยู่ในสถานที่แห่งนั้นและมองเห็นภาพอาคารสีเนื้อจางๆ อยู่เบื้องหน้า ในใจมีความรู้สึกเย็นฉ่ำ
ชุมชื่นอย่างไรบรรยายไม่ถูก คล้ายๆ กับมีความรู้สึกว่าสถานที่นั้นยินดีต้อนรับและมีความเป็นมิตรต่อ
คนแปลกหน้าอย่างยิ่ง
แล้วเวลาก็ผ่านไปหลายทศวรรษโดยที่มิได้กลับไปยังสถานที่แห่งนั้นอีกเลย นึกถึงภาพและบรรยากาศใน
วันนั้นคราวใด ก็ไม่ทราบว่าสถานที่นั้นคืออะไร อยู่ที่ไหน จะให้สอบถามใครก็สูญหายตายจากไปเสียแล้ว
อยู่มาวันหนึ่ง เมื่อเช้าตรู่ของวันขึ้นปีใหม่ พ.ศ. 2545 ขณะที่ตั้งใจจะเดินชมกรุงเทพฯคนเดียว ในวันที่การ
จราจรโล่งว่าง ก็ได้เดินไปปะทะกับสถานที่นั้นโดยไม่รู้ตัว คราวนี้อาคารที่เคยจำคลับคล้ายคลับคลาได้ว่า
เป็นอาคารสีเนื้อสลับสีไม้ธรรมชาติได้กลายเป็นสีเหลืองไข่ไก่และเขียวอ่อนเขียวแก่ผสมผสานกันเสียแล้ว
แต่บรรยากาศเก่าๆ ยังคงอยู่อย่างเดิม คือ ร่มรื่น ชื่นฉ่ำ และเป็นมิตร
วันนั้นเพิ่งบรรลุถึงสัจจะว่า สถานที่แห่งนั้นคือ 'แพร่งภูธร' นั่นเอง หลังจากนั้นไม่กี่วัน โครงเรื่องและตัวละคร
เรื่อง 'อยู่เย็น...เป็นสุข' ก็วิ่งแข่งกันมายืนอออยู่ตรงหน้าขอให้เขียนถึง
นี่คือที่มาของนวนิยายเรื่องนี้ ซึ่งเกิดขึ้นและดำเนินไประหว่างที่ผู้เขียนกำลังมีความสนใจและตั้งใจที่จะมี
ส่วนแม้แต่เพียงน้อยนิด ที่อยากจะสื่อสารให้ชาวกรุงเทพฯ (รวมทั้งชาวไทยทั้งประเทศ) ไม่ว่าจะอาศัยอยู่
ณ แห่งหนตำบลใด ให้ได้มาทำความรู้จักกับประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของชุมชนของตน ให้ได้รู้จักชาวถิ่นใน
อดีตและปัจจุบัน และได้ช่วยกันอนุรักษ์สถานที่และสิ่งแวดล้อมในบริเวณนั้น หากผู้อยู่อาศัยในชุมชนทุก
แห่งในกรุงเทพฯ รู้จักดูแลรักษาชุมชนของตนเองเช่นนี้แล้ว กรุงเทพฯก็จะสวยงามยั่งยืนตลอดไป โดยไม่
ต้องออกแรงมากมายเลย
และหากว่าทางการบ้านเมืองต้องการให้ความช่วยเหลือในการอนุรักษ์แก่ชุมชนต่างๆ เหล่านี้ ก็ขอให้เน้นย้ำ
การอนุรักษ์ที่รักษาสภาพเดิม มิใช่อาศัยเพียงแค่สถานที่เดิม แต่เปลี่ยนแปลงสิ่งก่อสร้างและประโยชน์ใช้
สอยเสียใหม่ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นแล้ว วันหนึ่งกรุงเทพฯจะกลายเป็นมหานครที่ปราศจากรากอย่างน่าเสียดาย
ประวัติและความเป็นมาอันยาวนาน และจะตัดตอนความต่อเนื่องของชาวกรุงเทพฯรุ่นเก่ารุ่นใหม่ออกจากกัน
อย่างแลไม่เห็นหน้าหลังของกันและกันเลย ...
คำนำจากหนังสือ 'อยู่เย็น...เป็นสุข' โดย ดวงใจ (ประทุมพร วัชรเสถียร)
----------------------------------------------------------------------------------------
ที่ตั้งของแกลเลอรี่พีเพิล สเปซในปัจจุบัน แท้จริงแล้วคือบ้านของคุณประภัสสรและคุณชุติมา เสวิกุล
ด้วยความอนุเคราะห์จากทั้งสอง ทำให้อาคารโบราณย่านแพร่งภูธรกลายเป็นพื้นที่เล็กๆ สำหรับแสดงภาพ
และจัดกิจกรรมต่อเนื่องมาหลายปี พยายามทำหน้าที่เชื่อมโยงอดีตสู่คนรุ่นใหม่เท่าที่โอกาสจะอำนวย
อย่างน้อยๆ กิจกรรมที่เราทำก็อาจช่วยพาใครหลายคนเข้ามาเยี่ยมเยือนย่านเก่าแก่ที่น่ารักแห่งนี้
กระนั้น สิ่งที่ PS ทำคงเทียบไม่ได้กับความรักที่ อาจารย์ประทุมพร วัชรเสถียร มีต่อย่านเก่าแก่ของกรุงเทพฯ
โดยเฉพาะแพร่งภูธรแห่งนี้ ครั้งแรกที่อาจารย์ได้มาที่ย่านนี้ มีแต่ความรู้สึกและความประทับใจติดตัวกลับไป
แต่เมื่อมีโอกาสอีกครั้ง แพร่งภูธรได้กลายเป็นแรงบันดาลใจในการแต่งนวนิยายเรื่อง 'อยู่เย็น...เป็นสุข'
โดยอาคารที่ PS ตั้งอยู่นั้นเป็นหนึ่งในอาคารที่อาจารย์มีโอกาสได้เดินสำรวจอย่างทะลุปรุโปร่ง
อาจารย์ประทุมพรมาเยี่ยมเยียน PS สองครั้ง ครั้งแรกในกิจกรรมของชมรมหรี่เสียงกรุงเทพฯ และครั้งที่สอง
ในงานเปิดนิทรรศการ "ชีวิตงามที่สามแพร่ง" ซึ่งอาจารย์ใจดีมาเล่าเรื่องเมืองเก่าให้เราฟังทั้งที่สุขภาพ
ยังไม่แข็งแรงนัก
ทุกครั้งเราจะได้เห็นดวงตาที่มีประกายแห่งความสุขเมื่อท่านพูดคุยถึงย่านเก่าแก่ของกรุงเทพฯ
ถึงวันนี้แม้อาจารย์จะจากไปแล้ว แต่ประกายแห่งความสุขในดวงตานั้นจะอยู่ในใจเราตลอดไป

0 comments:
Post a Comment